ตำนาน วารีกุญชร

วารีกุญชร สัตว์ในตำนานจากป่าหิมพานต์ที่ผู้คนมากมายต่างยกให้เป็นสัตว์วิเศษมีขนาดเล็กประมาณฝ่ามือมือ อยู่อาศัยกันเป็นโขลง โดยมีความเชื่อว่าหากผู้ใดที่ได้บูชาหรือได้ครอบครองวารีกุญชร เขาผู้นั้นจะได้รับความปลอดภัยจากสัตว์ป่าดุร้ายรวมไปถึงยังส่งเสริมอำนาจวาสนาบารมีทางด้านการงานและการเงิน โดยคนไทยส่วนใหญ่ที่ได้รู้จักกับวารีกุญชรก็มักจะมีเรื่องราวที่นำมาเล่าต่อ ๆ กันจนเกิดเป็นวัตถุมงคลที่คนไทยส่วนใหญ่อยากครอบครองเอาไว้เพื่อเสริมอำนาจบารมีและวันนี้เรามีตำนานของวารีกุญชรมาเล่าให้ทุกคนได้ฟังกัน ตำนานเล่าขาน วารีกุญชร             วารีกุญชร หรือ ช้างน้ำ สัตว์ในป่าหิมพานต์ที่มีรูปร่างเป็นช้างหางเป็นปลาซึ่งจะแตกต่างกับกุญชรวารีที่จะมีเท้าหน้าเพียง 2 เท้าส่วนลำตัวและหางจะเป็นปลาทั้งหมดอาศัยอยู่ในทะเลสีทันดรสามารถว่ายน้ำและดำน้ำได้ดี โดยจากรูปปั้นหรือจิตรกรรมฝาผนังต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงลักษณะของวารีกุญชรที่จะเป็นช้างผิวสีชมพูอมม่วง มีเครื่องชงระดับอยู่บริเวณขาจะมีครีบและมีส่วนต่าง ๆ เช่นเดียวกับช้างบกปกติ             ซึ่งมีเรื่องเล่าในไทยเมื่อหลาย 10 ปีก่อน จากพระธุดงค์องค์หนึ่งที่ได้ไปธุดงค์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรีโดยในช่วง 1 คืนก่อนวันเข้าพรรษาท่านใดพบกับสัตว์ขนาดเล็กที่กำลังเล่นน้ำอยู่และเมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ พบว่าเป็นช้างที่มีขนาดเล็กโดยขนาดของพวกมันก็ไม่เกินกล่องไม้ขีดไฟ ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่ชาวกะเหรี่ยงเชื่อกันว่าเป็นช้างน้ำซึ่งเป็นสัตว์พิเศษที่แม้แต่สัตว์ใหญ่ยังเกรงกลัว             และอีกหนึ่งเหตุการณ์ในช่วงกลางปี 2539 บริเวณป่าชายแดนไทยพม่า ก็ได้มีผู้พบซากของช้างน้ำที่มีขนาดเล็กจิ๋วจนสามารถวางบนฝ่ามือได้จึงได้มีการนำไปเอกซเรย์และพบว่าภายในก็มีโครงกระดูกต่าง ๆ เหมือนกับช้างจริง ๆ นั่นจึงทำให้เป็นที่มาของวัตถุมงคลที่เป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งชาวกะเหรี่ยงและชาวไทยต่างให้การบูชาและเคารพนับถือมาจนถึงปัจจุบัน วารีกุญชร ความเชื่อ ความเชื่อเกี่ยวกับวารีกุญชรเชื่อว่าหากผู้ใดที่ได้บูชาและได้ครอบครองวารีกุญชรนี้ หากผู้นั้นมีเหตุให้เดินทางเข้าป่าหรือต้องพบเจอกับสัตว์ดุร้ายใด ๆ ก็จะแคล้วคลาดปลอดภัย เนื่องจากวารีกุญชรเป็นสัตว์วิเศษที่แม้แต่สัตว์ขนาดใหญ่หรือสัตว์ดุร้ายมากเพียงใด ก็ยังต้องยำเกรง อีกทั้งยังเสริมวาสนาให้กับผู้เป็นเจ้าของ ทางด้านการเงินและการงานให้เกิดความสุขในชีวิตอีกด้วย          https://www.youtube.com/watch?v=1Bvt3ztAPd4

ดอกรัก ความเชื่อ วัตถุมงคล

ดอกรัก ไม้มงคลที่มีความหมายดี และเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แต่คนโบราณได้พูดถึงดอกรักนี้ว่าห้ามปลูกเอาไว้ในบริเวณบ้านเพราะหากปลูกต้นไม้ชนิดนี้เอาไว้อาจจะทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีขึ้นในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็น การมีรักซ้อน หรืออาจทำให้ความรักเกิดความยุ่งยากได้ และในทางวิทยาศาสตร์ก็ได้อธิบายว่ายางของดอกรักเป็นพิษ และไม่ควรที่จะนำมาปลูกในบริเวณบ้านนั่นเอง ซึ่งในด้านวัตถุมงคล “ดอกรัก” ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้คนมากมายต่างบูชาในด้านการเรียกรักเป็นอย่างมาก จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างก็มาดูกันเลย ดอกรัก ดอกไม้มงคล สู่วัตถุมงคล ด้านความรัก             ดอกรัก ลักษณะทางกายภาพ จะมีสีขาวหรือเป็นสีม่วง โดยจะออกดอกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบและมีรยางค์คล้ายมงกุฎ 5 สัน นับว่าเป็นอีกหนึ่งไม้มงคลที่ผู้คนมากมายชื่นชอบ เพราะมีกลิ่นหอมและยังนิยมมาใช้ในการร้อยพวงมาลัย รวมไปถึงการทำพิธีทางศาสนาต่าง ๆ เนื่องจากหอมนานและเหี่ยวเฉาได้ยากนั่นเอง             โดยดอกรักมีความเชื่อว่าเป็นดอกไม้ที่ให้คุณทางด้านเสน่ห์ในทางไสยศาสตร์ เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับด้านความรัก ซึ่งในวิชาโบราณจะมีวิชาดอกรัก ซึ่งจะมีการดูวันขุดของต้นรักที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินำมาปลูก แล้วนำดินอาถรรพ์มารองกระถางเพื่อปลูกให้เป็นดอกขึ้นมา โดยจะมีช่วงเวลาในการเก็บดอกเพื่อนำมาห่อผ้ายันต์แล้วนำมาพกติดตัวเอาไว้ และมีความเชื่อว่าหากพกติดตัวจะทำให้มีเสน่ห์เมตตามหานิยม และในปัจจุบันได้นำเอาดอกรักนี้มากทำเป็นวัตถุมงคล โดยนำเอาเนื้อโลหะฟ้าผ่า เช่น ทองแดงฟ้าผ่าหินขวานฟ้าหรือโลหะใด ๆ ก็ตามที่มาจากฟ้าผ่าทั้งหมด มาเป็นมวลสาร เพื่อเปรียบเสมือนความรักและเมตตามหานิยมต้องหน้าต้องตา พบรักแบบฟ้าผ่าโดนจิตโดนใจนั่นเอง บูชาดอกรักยังไงให้ได้ผลดี             การบูชาดอกรักให้ได้ผลดีนั้น นิยมนำมาพกติดตัวเอาไว้ ซึ่งสามารถที่จะดูแลรักษาง่าย จะพกสูงหรือพกต่ำก็ได้…

“เต่ามังกร” สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อของชาวจีน

            เต่ามังกร สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีน ที่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและอำนาจบารมี รวมไปถึงความมั่นคงและความแข็งแรง ซึ่งนับว่าเป็นสัตว์เทพเจ้าในตำนานของจีนที่จัดอยู่ในจตุรเทพและยังมีผู้คนมากมายให้การเคารพศรัทธาบูชาเพื่อเสริมความมั่นคงและอำนาจบารมี เพิ่มความมั่นคงทางด้านสุขภาพอนามัยให้ผู้บูชามีอายุที่ยืนยาวอีกด้วย โดยในวันนี้เราได้นำเอาความน่าสนใจของเต่ามังกรมาให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น เต่ามังกร สุดยอดเครื่องรางปารถนาของชาวจีน             เต่ามังกร หรือ ชิงถงถัวหลง เป็นชื่อเรียกของโบราณวัตถุในพระราชวังกู้กง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของพระราชวังต้องห้าม ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ จึงต่อมังกรถือเป็นสัตว์ที่มีพลังอำนาจสูงมาก ๆ เพราะเป็นการรวมมหาภารังของมังกรและเต่าเอาไว้ในหนึ่งเดียว และยังเป็นสัตว์แห่งสรวงสวรรค์ทั้ง 2 ชนิดจาก 4 จตุรเทพของจีน ที่เปลี่ยนไปด้วยพลังแห่งความกล้าหาญอำนาจบารมีศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่และความปรีชาสามารถของมังกรควบคู่กับสุขะพละที่ยืนยาวความมั่นคงและอายุวัฒนะของเก่าที่เมื่อรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ทำให้พลังอนุภาพของวัตถุมงคลชนิดนี้แกร่งกล้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งนับว่าเต่ามังกรเป็นสุดยอดเรื่องราวปรารถนาของชาวจีนที่ได้สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อ เต่ามังกร             มีความเชื่อว่าหากใครที่ได้เป็นเจ้าของเต่ามังกร ผู้นั้นจะเป็นคนที่มีอำนาจวาสนาบารมีสูงส่งและยังมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อายุยืนนาน โดยเต่าเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์ที่มีอายุยืน ซึ่งหากวางรูปปั้นเต่าเอาไว้ในบ้านก็จะทำให้ผู้สูงอายุในบ้านมีอายุยืนนานและยังทำให้ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ หายป่วยได้ส่วนคนหนุ่มคนสาวก็จะมีโชคลาภและเด็กเล็กกเจริญเติบโตมาเป็นอย่างดีและสุขภาพร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังสามารถใช้เต่าเพื่อสลายพลังปราณชี่ โดยการพันทิปทางไปยังทิศที่มีปราณชี่พิฆาตต่าง ๆ             โดยวัตถุมงคลอย่างเต่ามังกรนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มของนักธุรกิจ ผู้บริหาร และพ่อค้าแม่ขายต่าง ๆ จึงเชื่อว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่นำไปสู่ความสำเร็จทั้งลาภยศและเงินทอง และแนะนำให้ตั้งเอาไว้ทางทิศขวามือโดยให้ยึดหลักการยืนหันหน้าออกสู่ประตูเป็นหลัก หากทางขวามืออยู่ทางใด ก็ให้ตั้งเต่ามังกรไว้ทิศทางนั้นและห้ามให้มังกรหันหัวออกข้างนอก แต่ให้หันเข้ามาข้างในจึงจะถือว่าดีมากนั่นเอง https://www.youtube.com/watch?v=plc6VnRoT2k

จี้กง หลวงจีนผู้สำเร็จเป็นอรหันต์ แต่ชาวบ้านทำไมเรียกท่าน “พระบ้า”

จี้กงหนึ่งในตัวละครทีวีและนิทานพื้นบ้านของจีนที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังและภาพยนตร์อย่างหลากหลาย โดย “จี้กง” นั้น ก็เป็นหลวงจีนที่มีเนื้อตัวมอมแมม นุ่งห่มจีวรเก่า ๆ ขาด ๆ และยังชอบดื่มเหล้า กินเนื้อ ซึ่งจะแตกต่างกับพระมหายานที่จะฉันมังสวิรัติทำให้ชาวบ้านต่างพากันเรียกท่านว่า “พระบ้า” และแน่นอนว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เป็นเพียงแค่นิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อ ๆ กันมาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วจี้กงมีตัวตนจริงในหน้าประวัติศาสตร์ ที่วันนี้เราจะพาคุณไปสืบเสาะหาประวัติของพระอรหันต์ผู้นี้กัน ประวัติ จี้กง             จี้กง มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1130 ถึง 1209 ในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ โดยมีนามเดิมว่า หลี่ซิวหยวน โดยครอบครัวของเขาเป็นสายบุญที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาและมักที่จะทำบุญทำทานอยู่เป็นประจำ ทำให้จี้กงนั้นมีความรักและผูกพันกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้ออกบวชตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ ซึ่งเมื่อท่านได้ออกบวชแล้วก็ได้รับฉายาว่า “เต้าจี้” และจำพรรษาอยู่ที่วัดกั๋วชิงซื่อ และหลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดหลิงอิ่นซื่อในเมืองหลินอานที่ในปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหางโจวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว             จี้กงได้บำเพ็ญเพียรและศึกษาพระพุทธศาสนาจนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ด้วยลักษณะภายนอกของท่านที่ชอบทำตัวแปลก ๆ ทั้งพูดจาไม่สำรวม ไม่ชอบสวดมนต์ ไม่ชอบนั่งสมาธิ นุ่งห่มจีวรที่ขาด ๆ มีการปักและซ่อมแซมอยู่บ่อยครั้ง แถมยังชอบกินเนื้อสัตว์และดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้ชาวบ้านต่างพากันกล่าวขานท่านว่าเป็นพระบ้าในดงอรหันต์นั่นเอง อีกทั้งจี้กงก็มักจะปรากฏตัวตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่บาดเจ็บหรือตกทุกข์ได้ยาก ส่วนการปราบปีศาจก็ยังมีวิธีการที่ค่อนข้างแปลกประหลาดอีกเช่นเดียวกัน เช่น…